น้ำมันปลา...ทุกคนจำเป็นต้องกินหรือไม่ และควรดูอะไรบนฉลาก?
น้ำมันปลาได้รับความนิยมในฐานะผลิตภัณฑ์บำรุงหัวใจ สมอง และสุขภาพโดยรวม แต่หลักฐานเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องซื้อกิน และคำว่า “น้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม” บนฉลากก็ไม่ได้แปลว่าจะได้รับสารสำคัญ EPA และ DHA ครบ 1,000 มิลลิกรัม
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ จึงควรถามให้ชัดเจนว่า เราต้องการกินน้ำมันปลาเพื่ออะไร และผลิตภัณฑ์นั้นให้ EPA กับ DHA จริงเท่าไร
น้ำมันปลาให้อะไรแก่ร่างกาย?
น้ำมันปลาเป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมกา-3 ชนิดสายยาว โดยสารสำคัญสองชนิดคือ
• กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (eicosapentaenoic acid: EPA)
• กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (docosahexaenoic acid: DHA)
EPA และ DHA เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์และเกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ หลอดเลือด สมอง และจอประสาทตา อย่างไรก็ตาม การที่สารอาหารมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย ไม่ได้แปลว่าการกินเพิ่มในรูปแคปซูลจะป้องกันโรคได้เสมอไป
ปลาเป็นอาหาร แต่น้ำมันปลาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
แนวทางของสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association: AHA) ยังคงสนับสนุนการกินปลาและอาหารทะเลเป็นประจำ โดยทั่วไปประมาณ 2 มื้อต่อสัปดาห์ และเน้นปลาที่มีไขมันโอเมกา-3 เช่น ปลาทู ปลาซาร์ดีน และปลาแซลมอน (1,2)
ปลาไม่ได้ให้เพียง EPA และ DHA แต่ยังให้โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ อีกทั้งอาจเข้ามาแทนเนื้อสัตว์ติดมันหรือเนื้อแปรรูปในมื้อนั้น ประโยชน์ของการกินปลาจึงเกิดจากการได้รับทั้งสารอาหารในปลาและอาหารที่ถูกนำออกไปแทนที่
ส่วนน้ำมันปลาเป็นการแยกไขมันบางส่วนออกมาทำให้เข้มข้นขึ้น จึงไม่อาจทดแทนคุณค่าของปลาและรูปแบบอาหารที่ดีทั้งหมดได้
คนสุขภาพดีจำเป็นต้องกินน้ำมันปลาทุกวันหรือไม่?
คำตอบในปัจจุบันคือ “โดยทั่วไปไม่จำเป็น”
การทดลอง VITAL ซึ่งติดตามผู้ใหญ่ที่ไม่มีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือมะเร็งมากกว่า 25,000 คน พบว่าโอเมกา-3 จากทะเลขนาดวันละ 1 กรัมไม่ได้ลดผลลัพธ์หลักของเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ (3) งานทบทวน Cochrane ซึ่งรวมการทดลองแบบสุ่มจำนวนมากก็พบว่า การเพิ่มโอเมกา-3 ชนิดสายยาวอาจให้ประโยชน์เพียงเล็กน้อยต่อผลลัพธ์ทางหัวใจบางประการ แต่ไม่ลดการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุหรือเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมอย่างชัดเจน (4)
ดังนั้น จากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีจึงไม่สนับสนุนให้ประชาชนทุกคนซื้อน้ำมันปลากินเป็นประจำเพื่อ “กันไว้ก่อน” โดยเฉพาะผู้ที่กินปลาอยู่แล้วและมีรูปแบบอาหารที่เหมาะสม
แล้วเหตุใดแพทย์จึงสั่งโอเมกา-3 ให้ผู้ป่วยบางคน?
น้ำมันปลาในท้องตลาดกับยาโอเมกา-3 ที่ใช้รักษาผู้ป่วยไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ยาโอเมกา-3 ขนาดสูงสามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ โดยแนวทางวิชาการกล่าวถึงยาที่ให้ EPA เพียงชนิดเดียวหรือ EPA ร่วมกับ DHA ในขนาดประมาณ 4 กรัมต่อวัน ภายใต้การดูแลของแพทย์ (5)
การศึกษา REDUCE-IT พบว่า ยาไอโคซาเพนต์เอทิล (icosapent ethyl) ซึ่งเป็น EPA บริสุทธิ์ขนาด 4 กรัมต่อวัน ลดเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยความเสี่ยงสูงบางกลุ่มที่ได้รับยาสแตตินและยังมีไตรกลีเซอไรด์สูง (6) แต่การศึกษา STRENGTH ซึ่งใช้ EPA ร่วมกับ DHA ขนาดสูงในผู้ป่วยความเสี่ยงสูง ไม่พบการลดเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือด (7)
ผลที่แตกต่างกันนี้แสดงว่า ประโยชน์ขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ์ ขนาดยา ลักษณะผู้ป่วย และการรักษาอื่นที่ได้รับร่วมกัน จึงไม่ควรนำผลของยาชนิด EPA บริสุทธิ์ไปกล่าวอ้างว่า น้ำมันปลาทุกยี่ห้อให้ผลเหมือนกัน และไม่ควรใช้น้ำมันปลาแทนยาลดไขมันที่แพทย์สั่ง
ซื้อแล้วควรดูอะไรบนฉลาก?
จุดที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือ ตัวเลขขนาดใหญ่ด้านหน้าขวดอาจหมายถึง “น้ำมันปลาทั้งหมด” ไม่ใช่ปริมาณ EPA และ DHA
ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์หนึ่งอาจระบุว่า มีน้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัมต่อแคปซูล แต่ให้ EPA 180 มิลลิกรัม และ DHA 120 มิลลิกรัม เท่ากับได้รับสารสำคัญรวม 300 มิลลิกรัม ไม่ใช่ 1,000 มิลลิกรัม ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์แต่ละสูตรมีความเข้มข้นแตกต่างกันมาก (8)
หากจำเป็นต้องเลือกซื้อ ลองตรวจสอบตามลำดับต่อไปนี้
1. ดูปริมาณ EPA และ DHA แยกกัน แล้วนำมารวมกัน อย่าดูเฉพาะปริมาณน้ำมันปลาทั้งหมด
2. ตรวจว่าปริมาณดังกล่าวคิดต่อหนึ่งแคปซูลหรือต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เพราะบางผลิตภัณฑ์กำหนดหนึ่งหน่วยบริโภคเท่ากับ 2–3 แคปซูล
3. เปรียบเทียบราคาจากปริมาณ EPA+DHA ที่ได้รับจริง ไม่ใช่จากจำนวนแคปซูลหรือคำว่า “เข้มข้น”
4. ตรวจเลขสารบบอาหาร ชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เลขที่ผลิต วันหมดอายุ วิธีเก็บรักษา และคำเตือน รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์กับฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
5. อย่าตัดสินคุณภาพจากคำว่า “พรีเมียม” “ธรรมชาติ” “น้ำมันปลาแซลมอน” หรือราคาสูงเพียงอย่างเดียว เพราะคำเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าป้องกันโรคได้ดีกว่า
6. หากเป็นผู้ใหญ่สุขภาพดีที่กินปลาน้อยหรือไม่กินปลา และยังต้องการใช้น้ำมันปลาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจใช้ EPA และ DHA รวมกันประมาณ 250 มิลลิกรัมต่อวันจากอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหมดเป็นเกณฑ์ประกอบการเลือก ซึ่งเป็นปริมาณอ้างอิงที่บางองค์กรวิชาการใช้สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป ไม่ใช่ขนาดที่ทุกคนจำเป็นต้องกิน และไม่ใช่ขนาดสำหรับรักษาโรค (8) หากกินปลาอยู่แล้วประมาณ 2 มื้อต่อสัปดาห์ โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องเสริมให้ครบตัวเลขนี้ทุกวัน ส่วนผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง โรคหัวใจ ตั้งครรภ์ หรือมีภาวะสุขภาพเฉพาะ ควรให้แพทย์พิจารณาชนิดและปริมาณที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
กฎหมายไทยกำหนดให้ฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาแสดงปริมาณน้ำมันปลา EPA และ DHA รวมถึงคำเตือนที่เกี่ยวข้อง ผู้บริโภคจึงควรใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจ ไม่พิจารณาเฉพาะข้อความโฆษณาด้านหน้าขวด (9)
น้ำมันปลากับน้ำมันตับปลาเหมือนกันหรือไม่?
น้ำมันตับปลา (fish liver oil) อาจมีวิตามินเอและวิตามินดีในปริมาณมาก จึงไม่ควรนำมาใช้แทนน้ำมันปลาโดยไม่ตรวจสอบฉลาก โดยเฉพาะเมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินชนิดอื่น เพราะอาจได้รับวิตามินบางชนิดมากเกินไป
ส่วนผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายที่ให้ DHA หรือ EPA อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่กินปลา แต่ยังต้องพิจารณาปริมาณสาระสำคัญและวัตถุประสงค์ในการใช้เช่นเดียวกัน
ใครบ้างที่ไม่ควรซื้อกินเอง?
ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง โรคหัวใจ หรือเคยมีภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะเมื่อต้องการรับประทานขนาดสูง การวิเคราะห์อภิมานฉบับปรับปรุงปี 2026 พบว่า EPA/DHA ขนาดสูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะที่เพิ่มขึ้นในผู้มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ขณะที่ขนาดต่ำไม่พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (10)
ผู้ที่แพ้ปลาหรือน้ำมันปลา มีภาวะเลือดแข็งตัวช้า ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือดหรือแอสไพริน รวมถึงผู้ที่กำลังจะผ่าตัด ก็ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ ไม่ควรหยุดยาประจำเพื่อเปลี่ยนมากินน้ำมันปลาด้วยตนเอง
หลักจำง่ายของสัปดาห์นี้คือ
สำหรับคนทั่วไป “กินปลาเป็นอาหาร” สำคัญกว่า “กินน้ำมันปลาเป็นประจำ”
หากยังพิจารณาซื้อ อย่าดูเพียงคำว่า “น้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม” แต่ให้ดูว่าในปริมาณที่ต้องกินจริงนั้นมี EPA และ DHA รวมกันเท่าไร และอย่าใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อรักษาไตรกลีเซอไรด์สูงโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
สัปดาห์หน้า เราจะชวนทำความเข้าใจว่า “ไขมันในเลือด...LDL-C, HDL-C และไตรกลีเซอไรด์ ตัวเลขใดสำคัญ และควรดูอย่างไร?” เพื่อเชื่อมสิ่งที่เราเลือกกินเข้ากับผลตรวจสุขภาพที่พบในชีวิตจริง
พวกเราหวังว่า บทความสั้น “จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์...สู่การใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี” ในแต่ละสัปดาห์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการชวนท่านผู้อ่านค่อย ๆ ปรับวิถีชีวิต เพื่อก้าวไปสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน — แก่ช้า เจ็บสั้น อายุยืนแบบมีคุณภาพ
พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ
รศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ และ ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์
สถาบันสุขภาวะพิสิฐ สมาคมโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนสไทย และโครงการ KALM
10 ตุลาคม 2569
เอกสารอ้างอิง
1. Lichtenstein AH, Khera A, Anderson CAM, Appel LJ, DeSilva DM, Gardner C, et al. 2026 dietary guidance to improve cardiovascular health: a scientific statement from the American Heart Association. Circulation. 2026;153(18). doi:10.1161/CIR.0000000000001435.
2. Rimm EB, Appel LJ, Chiuve SE, Djoussé L, Engler MB, Kris-Etherton PM, et al. Seafood long-chain n-3 polyunsaturated fatty acids and cardiovascular disease: a science advisory from the American Heart Association. Circulation. 2018;138(1). doi:10.1161/CIR.0000000000000574.
3. Manson JE, Cook NR, Lee IM, Christen W, Bassuk SS, Mora S, et al. Marine n-3 fatty acids and prevention of cardiovascular disease and cancer. N Engl J Med. 2019;380(1):23-32. doi:10.1056/NEJMoa1811403.
4. Abdelhamid AS, Brown TJ, Brainard JS, Biswas P, Thorpe GC, Moore HJ, et al. Omega-3 fatty acids for the primary and secondary prevention of cardiovascular disease. Cochrane Database Syst Rev. 2020;3(3). doi:10.1002/14651858.CD003177.pub5.
5. Skulas-Ray AC, Wilson PWF, Harris WS, Brinton EA, Kris-Etherton PM, Richter CK, et al. Omega-3 fatty acids for the management of hypertriglyceridemia: a science advisory from the American Heart Association. Circulation. 2019;140(12). doi:10.1161/CIR.0000000000000709.
6. Bhatt DL, Steg PG, Miller M, Brinton EA, Jacobson TA, Ketchum SB, et al. Cardiovascular risk reduction with icosapent ethyl for hypertriglyceridemia. N Engl J Med. 2019;380(1):11-22. doi:10.1056/NEJMoa1812792.
7. Nicholls SJ, Lincoff AM, Garcia M, Bash D, Ballantyne CM, Barter PJ, et al. Effect of high-dose omega-3 fatty acids vs corn oil on major adverse cardiovascular events in patients at high cardiovascular risk: the STRENGTH randomized clinical trial. JAMA. 2020;324(22):2268-80. doi:10.1001/jama.2020.22258.
8. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Omega-3 fatty acids: fact sheet for health professionals [Internet]. Bethesda (MD): National Institutes of Health; [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://ods.od.nih.gov/factsheets/Omega3FattyAcids-HealthProfessional/
9. กระทรวงสาธารณสุข. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2562 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 3). ราชกิจจานุเบกษา. 2562;136(ตอนพิเศษ 113 ง).
10. Abuknesha NR, O’Keefe JH, Qian F, Tintle NL, Lin Y, Sun Y, et al. Effects of omega-3 fatty acid treatment on risk for atrial fibrillation: an updated meta-analysis of 35 trials including 114,592 individuals. Circ Arrhythm Electrophysiol. 2026;19(8). doi:10.1161/CIRCEP.125.014785.